เนื่องจากเริ่มไม่ค่อยมีเวลาอัพเดต2บล็อคพร้อมๆกันแล้ว
เลยตัดสินใจหยุดการอัพเดตบล็อคนี้
แล้วรวมไปกับเว็ป GISGISGISเลยดีกว่า...ดังนั้นจากเป็นต้นไป
ตามอ่านได้ที่เว็ป GISGISGIS ที่เดียวนะครับ

ขอบคุณครับ : )
http://gisgisgis.blogspot.com
http://www.facebook.com/GISGISGISblog


31 March 2010

track | talking heads: "this must be the place (naive melody)" (1984)


Talking Heads: "This Must Be the Place (Naive Melody)"
from Speaking in Tongues (1983)
[live version from Stop Making Sense (1984)]

D/Em/C/Em คือคอร์ดสี่คอร์ดที่วนไปตลอดทั้งเพลง ...อืมสมกับคำสร้อยท้ายชื่อเพลงที่ว่า 'ทำนองอันไร้เดียงสา' (Naive Melody)จริงๆ -- นี่คือเพลงที่มีโครงสร้างที่เรียบสุดๆจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะรองรับเนื้อหาที่แสนยิ่งใหญ่...คำยากๆอย่าง'ความหมายของชีวิต' หรือ 'ความสุขของชีวิตคืออะไร?'ไว้ได้ ...พร้อมดื่มด่ำไปกับดนตรีซินธ์ กีต้าร์ฟังค์ตุ่นๆ เสียงร้องหน่อๆของDavid Byrne ฟังแล้วรู้สึกว่า อ่า...โลกนี้ช่างสวยงามและเปี่ยมไปด้วยความหวังเหลือเกิน ช่วงชีวิตเล็กๆของเรานั้นโชคดีเหลือเกินที่ได้มีส่วนร่วมในเสี้ยวเล็กๆในประวัติศาสตร์ของจักรวาลอันยาวไกล ยิ่งได้ดูวีดีโอคอนเสิร์ตStop Making Senseในตำนานแล้ว... ภาพDavid Byrneเต้นรำกับโคมไฟยิ่งตอกย้ำว่ารอบตัวเรานั้นมีแต่ความมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะจากเพื่อนมนุษย์ ธรรมชาติ หรือสิ่งของไร้ชีวิตที่มนุษย์สร้างขึ้น ...มาเถิด เต้นรำกับโคมไฟใต้ทำนองอันไร้เดียงสา ..."I'm just an animal looking for a home Share the same space for a minute or two"... (ปล. ชมเวอร์ชั่นcoverโดย Arcade Fire ที่นี่ และอีกเวอร์ชั่นจ๊าบๆ...ที่นี่ )

27 March 2010

track | zola jesus: "i can't stand" (2010)

http://userserve-ak.last.fm/serve/500/39187195/Zola+Jesus.jpg
Zola Jesus: "I Can't Stand"
from Stridulum EP (2010)

คีย์เวิร์ดวันนี้คือ Goth Rock แนวดนตรีในยุค80sที่นำเอาความก้าวร้าวของกระแสฟังค์มาแต่แสดงออกในเชิงหดหู่มืดหม่นมากกว่าเชิงทำลายล้าง เป็นอารมณ์เศร้าลึกไม่แสดงออกเก็บไว้ในใจ (เด็กอีโม?) แต่งชุดดำ ทาตาดำ อะไรแบบนั้น -- ในที่สุดแนวนี้มันกลับมาแล้ว ฟังเสียงร้องแบบ ใหญ่ๆหนักๆโทนต่ำๆ ของNika Roza Danilovaแห่งZola JesusในEPชุดนี้แล้ว ต้องนึกถึงหน้าอมทุกข์ๆขอบตาดำ ไฟสลัวๆแน่ๆ -- แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันก็เป็นการนำเสนอในเชิงดนตรีร่วมสมัยมากกว่าการเลียนแบบของเก่า -- ความจั๊กกะจี้ของยุค80sถูกลดทอนด้วย(อาจจะเพราะ)เสียงซินธ์ที่ทำหน้าราวกับวงออสเคสตร้า และเอฟเฟ็กแอมเบี้ยนๆลึกลับๆที่ปกคลุมเพลง มันชวนนึกถึงดนตรีที่ทำในคอมพิวเตอร์ รวมถึงอารมณ์แบบดนตรีshoegazeนิดๆด้วย -- อีกหนึ่งแทร็กหลอนๆที่จะหลอกหลอนท่านแน่แท้

22 March 2010

track | four tet: "angel echoes" (2010)

http://userserve-ak.last.fm/serve/500/41439273/Four+Tet+fourtet_110509.jpg
Four Tet: "Angel Echoes"
from There Is Love In You (2010)

'เสียงสะท้อนของนางฟ้า' เก๋า...เก๋า...ตั้งชื่อได้เก๋าเลยทีเดียวสำหรับแทร็กเปิดอัลบัมของFour Tet ศิลปินเทคโนแบบน้อยนิดมหาศาล เสียงนางฟ้าคือการแซมป์เสียงร้องของนักร้องสุภาพสตรี(ซึ่งผมไม่รู้หมือนกันว่าต้นฉบับมาจากงานของใคร)โดยเขาคัด/หั่น/แปะ จากท่อน'เือื้อนๆ' 'โหยๆ' แล้วโปรยๆลงมาช้าๆ ออกเป็นลูปเนิ่บๆเคลิ้มๆ ประดาประดาไปพร้อมๆกับเสียงดนตรีกรุ๊งกริ๊งที่ค่อยบีบคั้นอารมณ์ขึ้นทีละ้น้อยจนเราแทบไม่รู้สึกตัว -- ช่างเป็นการปฏิบัติต่อเสียงมนุษย์ราวกับมันเป็นเครื่องดนตรีอย่างปราณีตงดงามจริงๆ


21 March 2010

track | the abramson singers: "fool’s gold" (2010)

http://24.media.tumblr.com/tumblr_kzilegK4xF1qb118bo1_500.jpg
The Abramson Singers: "Fool’s Gold"
from The Abramson Singers (2010)

ศิลปินอินดี้โฟล์คแนวสาวๆประสานเสียง(แท้จริงมีสมาชิกคนเดียวคือ Leah Abramson อัดเสียงตัวเองซ้อนๆ) เป็นเพลงโฟล์คที่มีการเรียบเรียงเสียงร้องประสานหลายชั้นที่กลมกลืนอย่างมีสเน่ห์แบบลึกลับๆ ไปกันได้ดีกับโน้ตกีต้าร์ไฟฟ้าที่หย่อนไปตามทางทิ้งเป็นคำใบ้ปริศนา สร้างบรรยากาศลูกทุ่งๆแบบหม่นๆชื้นๆ ฟ้ามืดคล้ายฝนจะตก อีกหนึ่งเพลงที่ฟังครั้งแรกอาจจะรู้สึกธรรมดา แต่ถ้าให้โอกาสมันซักนิดจะพบว่าเลเยอร์มากมายทซ้อนทับอยู่ในรูปลักษณ์เรียบๆของมัน

17 March 2010

track | how to dress well & cokc dokc:"ready for the world" (2010)


How To Dress Well & Cokc Dokc:"Ready For the World"
from Friday Morning Hymnal EP (2010)

ผมก็ไม่ค่อยรู้ว่า How To Dress Well และ Cokc Dokcคือใคร... ผมไ่ม่ีรู้ด้วยซ้ำว่ารูปข้างบนที่ผมขโมยจากlastfmของพวกเขาคืออะไร? ...ลองsearchดูก็พบว่าฝ่ายแรกเป็นโปรดิวเซอร์อินดี้จากนิวยอร์ค อีกฝั่งเป็นศิลปินจากCologne ออกEPบรรจุ5เพลงนี้มาก ก่อนเริ่มกระจายไปทั่วinternetไปซะพักผ่านblogทางการของพวกเขาเอง -- หลักจากฟังครั้งแรก ความรู้สึกผมออกไปทางแง่ลบ ผมสัมผัสแต่clicheของดนตรีลอยๆ ทำในคอมพิวเตอร์ในห้องนอน บิ้วให้เราหลับตาฟังฟุ้งๆ

แต่พอลองฟังอีกหลายๆรอบก็พบว่า เอ๊ะ ใช้ได้แหะ มันมีสเน่ห์ลูกเล่นอะไรที่เจ๋งทีเดียว สิ่งแรกคือเสียงกลองก๊องๆที่เคาะน้อยๆ หยาบๆไปตลอดทั้งเพลง ผมจินตนาการถึงกระบวนการขโมยบีตของดนตรีdub step แล้วย่อยให้ออกมาเป็นป็อป4ห้องเข้าใจง่ายๆ น่าเหลือเชื่อที่โครงสร้างบางๆอย่างงี้ คุมดนตรีแสนฟุ้งได้อยู่หมัด แถมยังสร้างจังหวะนุ่มนวลชวนฝันแบบsurrealแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก กลมกลืนกับเสียงเบสที่ผมอยากเรียกว่า"เสียงหัวใจเต้นช้าๆ"เสริมความสะเทือนใจหม่นๆเข้าไปกับเสียงร้องโหยหวนจับใจความไม่ได้ ราวกับเป็นเสียงจากความทรงจำที่เลือนลาง ...เสพติดจริงๆเพลงนี้

track | big star: "thirteen" (2010)


Big Star: "Thirteen"
from #1 Record (1972)

ผมรู้จัก Big Star ครั้งแรกจากลิสต์500เพลงยอดเยี่ยมตลอดกาลที่จัดโดยRolling Stonesเมื่อหลายปีก่อน และแปลกใจที่ว่า วงชื่อสุดเห่ยที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อนวงนี้ ทำไมถึงมีเพลงติดถึงสามเพลง ทั้งๆที่ออกมาเพียง3อัลบัม -- หลังจากทำความรู้จักกับพวกเขา ทำให้ผมสำนึกว่า วงนี้สมควรถูกยกย่องมากกว่านี้หลายเท่านัก

ในวาระที่ Alex Chilton เสียชีวิต ผมต้องพูดถึงหนึ่งในงานของเขาในวง Big Star(แต่งร่วมกับ Chris Bell)เพลงที่สะท้อน"การก้าวข้ามสู่วัย" ได้งดงามที่สุดเพลงหนึ่งในประวัติศาสตร์ร็อคแอนด์โรลล์ มองผ่านสายตาไร้เดียงสา ...พูดให้ชัดกว่านี้ เพลงนี้คือด้านบริสุทธิ์ของโลกร็อคแอนด์โรลล์ แนวดนตรีที่เป็นที่พึ่งทางใจให้คนหนุ่มสาวมาหลายยุคสมัย -- ขอสดุดีต่อคุณค่าของจิตวิญญาณร็อคแอนด์โรลล์ "...Won't you tell your dad, "Get off my back" / Tell him what we said 'bout 'Paint It Black' / Rock 'n Roll is here to stay / Come inside where it's okay / And I'll shake you. "

track | kavinsky: "nightcall (breakbot remix)" (2010)


Kavinsky: "Nightcall (Breakbot Remix)"
from Nightcall EP (2010)

Kavinsky คือศิลปินอิเล็กโทรนิคมาแรงจากฝรั่งเศส เจริญรอย Daft Punk หรือ Justiceศิลปินร่วมชาติ เพื่อเขย่าวงการด๊านซ์สนั่นฟลอร์ -- เพลงNightcallต้นฉบับ(ซึ่งผมก็ชอบทีเดียว-- ฟังดู ฝรั่งเศสๆ Daft Punkๆ เก๋ไก๋ดี...)จากEPชื่อเดียวกันนั้น มีเวอร์ชั่นRemixออกมามากมายพอตัว แต่ผมก็มาสะดุดหูกับเวอร์ชั่นนี้ของ Breakbot ศิลปินร่วมชาติซึ่งผมเคยประทับใจผลงานรีมิกซ์ของเขาในงานของ Air และ PNAU รวมถึงงานของเขาเองที่ชื่อ "Baby I’m Yours feat. Irfane"

Breakbotมักจะจับเพลงต้นฉบับมาแต่งตัวเป็นอะไรดิสโก้ๆ ซินธ์แป๋นๆแต่เท่ห์ไม่เสี่ยวๆ เบสหนักๆบีตแรงๆแต่ฟังเพลินๆรื่นหูผ่อนคลาย กีต้าร์ฟังค์ๆ ฟังแล้วรู้สึกถึงแสงไฟหลากๆสีว้าบๆ บรรยากาศปาร์ตี้ๆกลางคืนๆแอลกอฮอล์ๆ หลับตาโยกเบาๆปลดปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงดนตรีสังเคราะห์ "There's something inside you. It's hard to explain."

ปล. เพลงนี้มีแขกรักเชิญคือ Lovefoxxx นักร้องนำจาก CSS

16 March 2010

track | joanna newsom: "on a good day" (2010)

http://userserve-ak.last.fm/serve/500/23015787/Joanna+Newsom+++19.jpg
Joanna Newsom: "On a Good Day"
from Have One On Me (2010)

สำหรับผม ทุกอัลบัมของJoanna Newsom คือ งานระดับมาสเตอร์พีซ... ตั้งแต่ The Milk-Eyed Mender และ Ys ผมยังสามารถหยิบมาฟัง'ลึกๆ'ได้เสมอๆ บ้างว่าเธอคือ สาวอินดี้ฮิปๆ บ้างว่าเธออยู่ในกระแสFreak Folkช่วงกลางยุค00s แต่ผ่านมาสามอัลบัมน่าจะยืนยันได้แล้วว่า่ Joanna Newsomคือตัวของตัวเอง เธอคือของจริงแท้ ถ้าจะเทียบให้ถูกรุ่นน่าจะพูดถึงศิลปินหญิงโฟล์ครุ่นเดอะอย่าง Joni Mitchell หรือ Vashti Bunyan ...หรือ Kate Bush ในแง่พลัง(และเสียงอันเป็นเอกลักษณ์) ...ซึ่งผมก็แพ้ทางศิลปินสาวมั่นสุดเก๋อยู่แล้ว

Have One On Me เป็นอัลบัม3แผ่น เต็มไปด้วยเพลงความยาวเกิน6นาทีมากมาย แต่อย่าได้หวาดหวั่น ค่อยๆฟังไป ค่อยซึมซับไป... แตุ่้ถ้าท่านยังกล้าๆกลัวๆ ก็แนะนำให้เริ่มต้นด้วย "On A Good Day"เพลงความยาวไม่ถึงสองนาทีนี้ได้ มันเ็ป็นโฟล์คธรรมชาติเรียบง่าย กึ่งเล่าเรื่อง กึ่งอาลัย กึ่งเอื้อนเอ่ยบทกวี ไหลนิ่งๆ ไร้ท่อนฮุก ไร้ความพยายามที่จะสร้างจุดเด่น เมโลดี้ซ้ำวน4รอบถ้วนง่ายๆ -- แต่ด้วยน้ำเสียงทรงสเน่ห์ของเธอ บวกกับHarpตัวเดียว และ ความเงียบแห่งที่ว่างที่ห่อหุ้มเพลงนี้อยู่ ทำให้เพลงนี้ร่ายมนต์สะกด ให้ตราตรึงใจเราตั้งแต่คำแรกที่ที่เธอเอ่ยออกมา อีกทั้งความสั้นของเพลงยิ่งทิ้งให้เราคิดคำนึงถึงมันยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมันจบลง

"Hey hey hey, the end is near...On a good day, you can see the end from here."

14 March 2010

track | gorillaz: "rhinestone eyes" (2010)


Gorillaz: "Rhinestone Eyes"
from Plastic Beach (2010)

ฟังอัลบัมล่าสุดของGorillazกันยัง? หลังจาก Damon Albarn หนีไปทำside-projectของเขาที่เป็นคอนเสิร์ตวงบริทป็อปชื่อBlur(หรืออะไรซักอย่างนี่แหละจำไม่ค่อยได้ วงไม่ค่อยดัง)อยู่พักหนึ่ง ถึงเวลาที่เขาจะได้กลับมาทำวง(เรียกว่าวงได้ไหม?)หลักของเขาเสียที -- กลับมาครั้งนี้วงการ์ตูนวงนี้ดูหนักแน่นทะเยอทะยานกว่าครั้งไหนๆ ทั้งคอนเส็ปอัลบัมแข็งแรงๆ โปรดักชั่นหรูๆ โปรโมตโครมคราม พร้อมแขกรับเชิญชื่อดังมากมาย

หลังจากฟังจบไปหลายรอบ ผมขอด่วนตัดสินว่านี่น่าจะเป็นอัลบัมที่ดีที่สุดของ Gorillaz... มีหลายแทร็กที่โดดเด่นพอที่จะเป็นซิงเกิ้ลฮิตได้สบายๆ แต่เพลงที่โดดเด่นออกมาที่สุดน่าจะคือ"Rhinestone Eyes"เพลงนี้นี่แหละ น่าสนใจที่ว่านี่เป็นหนึ่งในไม่กี่เพลงในอัลบัมที่ไร้แขกรับเชิญ มีเพียงDamon Albarn ฉายเดี่ยว มันโดดเด่นพอที่จะขึ้นอันดับหนึ่งในlastfmของGorillaz ทั้งๆไม่ถูกโปรโมตเป็นซิงเกิ้ล หรือ mp3

แทนที่จะมีแร็ปเปอร์ เพลงนี้ใช้การ 'ร้องไปบ่นไป' ของDamonแทน (สไตล์ร้องนี้ชวนนึกถึงLou Reed) ซึ่งจะว่าไปก็เข้ากับบุคลิกกวนๆของเจ้า 2-Dไม่น้อย แต่ยังไงขณะฟังก็สลัดหน้าของDamon Albarnไม่ออก -- ผมประทับใจฝีมือการเรียงร้อยเมโลดี้ที่โคตรcatchyกวนๆติดหูชวนโยกหัว การใช้ภาษาที่แสนสละสลวยคล้องจองกลมกลืน เข้ากับดนตรีแบบเปี่ยมอิทธิพลของซินธ์เรียบๆแต่เก๋ ออกมาเป็นเพลงมองโลกแง่ร้ายที่มองโลกในแง่ดี(งง?)แบบสบายผ่อนคลายๆแต่จริงจังและตั้งใจ แม้น้ำเสียงจะฟังดูเบื่อหน่ายสันหลังยาว แต่มันไม่ได้แสดงความท้อแท้ แต่เป็นอารมณ์แบบเสียดสีๆเท่ห์ๆแบดบอยๆ -- บางอย่างชวนผมนึกถึงเพลงช้าบางเพลงในThink Tankนิดๆ จากเมโลดี้เพราะๆในบรรยากาศธรรมชาติๆ

ปล แถมอีกเพลงในอัลบัมที่เป็นDamon Albarnฉายเดี่ยว ชื่อ"On Melancholy Hill"

13 March 2010

track | john lennon: "imagine" (1971)


John Lennon: "Imagine"
from Imagine (1971)

*บทความนี้เริ่มแรกเขียนเพื่อแสดงความเห็นในFacebookของท่านหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับบทแปลเพลงImagineโดยคุณจิก ประภาส ในนิตยสาร A Day*

ส่วนตัวผมว่า Imagine เป็นเพลงที่overrated ห่างไกลจากท็อป5เพลงที่ดีที่สุดของJohn Lennonสำหรับผมมามากมายหลายโข ไม่ได้หมายความว่าเป็นเพลงที่แย่ มันเป็นเพลงที่ดีและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากมาย แต่มันถูกพูดถึง ให้ความสำคัญเกินหน้าเกินตาเกินไป หลายครั้งจากคนที่ไม่ใช่คอดนตรี ด้วยซ้ำ (...ให้ตายเหอะ ผมอยากเห็นคนเก๋ๆ วิเคราะห์เพลงของPaul McCartney มั้งจัง! อะไรอะไรก็เลนน่อน)

จากการศึกษาเพลงของBeatles และ Lennonมาพอสมควร ผมพบว่าเนื้อเพลงของLennonโดยเฉพาะในงานเดี่ยวของเขา ส่วนมากไม่ได้เกี่ยวกับสันติภาพ หรือ ปรัชญาอะไร แต่เกี่ยวกับ "นาย Lennon คิดเรื่องสันติภาพและปรัชญา" กล่าวคือ เป็นการเล่ามุมมอง กระแสสำนึกของเขา ณ ขณะนั้น ไหลออกมา ตรงไปตรงมา (งานเดี่ยวของเขา มักจะมีเนื้อเพลงง่ายๆ ชื่อเพลงอย่าง Love, God, Women, Oh Yoko,... ซึ่งล้วนแต่เป็นมุมมองของเขา) ฉะนั้น จะวิเคราะห์อะไรก็แล้วแต่เกี่ยวกับเพลงของLennon อาจต้องใส่ตัวเลนน่อนเข้าไปเป็นตัวละครในเพลงด้วย เพราะที่สุดแล้วมันเกี่ยวกับเขานั้นแหละ Imagineคือเพลงเกี่ยวกับนายเลนน่อนคิดเรื่องสันติภาพ

กรณีการแปลนี้ ผมคิดว่าประเด็นที่ว่า'ผู้แปลพยายามแปลให้ภาษาสวย' ผมมองว่าภาษาของเลนน่อนในเพลงนี้นั้น 'ไม่สละสลวย' เต็มไปด้วยคำธรรมดาเรียบๆ ท่อนซ้ำวนๆรีไซเคิล ท่อนAnd no religion too ทำผมอมยิ้มเล็กๆด้วยซ้ำ แหมพี่เลนน่อนเติมเนื้อไปแปะง่ายๆเพราะอยากใส่คำเก๋ๆอย่างศาสนา And no religion too ง่ายๆงี้อะนะ ...ดังนั้น การคิดจะแปลเพลงนี้ในสวยในเชิงกวี ผมว่ามันก็ฟังดูขัดๆอยู่แล้ว และทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ผู้แปลกำลังพยายามอย่างเกินตัวที่จะคั้นอะไรจากเลนน่อน ด้วยมุมมองที่มองเลนน่อนในฐานะIconของโลก/ศาสดา/รูปprofile facebookเก๋ๆ มากกว่าเลนน่อนในฐานะศิลปิน นักแต่งเพลง มนุษย์มีเนื้อมีหนัง (ผมอยากเห็นท่านนั้นแปลท่อนนี้จัง I am the walrus, goo goo g'joob ข้าคือพญาแมวน้ำ คำรามผยองกูกู้!!! ....?) แต่ไม่ได้ความหมายว่าผิด ไอเดียก็น่าสนใจดี ถ้าออกมาเจ๋งก็คงจะดี แต่ว่ามันออกมาไม่เจ๋ง อ่านแล้วมันกระอั่กกระอั่กกระอ่วน ออกมา'A Day'เหลิือเกิน ผมอยากเห็นแปลแบบเรียบๆแต่คงความเก๋ไว้ได้มากกว่าครับ

ชอบมุมมองของความเห็นหนึ่งข้างบนๆที่พูดถึงว่า ผู้แปลไม่กล้าแตะท่อนAnd no religion too(เลี่ยงแปลว่า "หยุดบ่มคำที่แบ่งคน" ) สะท้อนอะไรในสังคมไทยยุคนี้ได้น่าสนใจจริงๆ

12 March 2010

track | pavement: "here" (1992)

http://userserve-ak.last.fm/serve/_/27092473/Pavement.jpg
Pavement: "Here"
from Slanted and Enchanted (1992)
[also from Quarantine the Past: The Best of Pavement (2010)]

วันสองวันนี้ได้ถอยอัลบัมรวมฮิตของ Pavementออกมา(อย่างผิดกฏหมาย) เพราะได้ข่าวจากหลายแหล่งว่าเป็นการรวมฮิตที่เวิร์คใช้ได้ทีเดียว [เป็นอัลบัมรวมฮิตที่ออกมาสอดรับการวาระการreunion tourของพวกเขา]// ผมเองก็หยิบ2อัลบัมแรกของพวกเขาบ่อยๆ อัลบัมรวมฮิตตัวนี้เลยเป็นเครื่องมือทบทวนอัลบัมอื่นๆของพวกเขาที่ผมไม่ค่อยได้ฟังละเอียดเท่าไร แต่ๆไปมาๆก็กลับมาหลงรักเพลงจากอัลบัมแรกของพวกเขาอยู่ดี

เข้าเรื่องเลย...เพลง 'Here' เป็นหนึ่งในเพลงช้าในอัลบัมคลาสสิกแห่งวงการอเมริกันอัลเตอร์เนทีฟ คอร์ดกีต้าร์ไฟฟ้าเปลือยๆ ตามจังหวะไหลๆคอร์ดง่ายๆวนๆ เหมือนซ้อมเพลงร็อคๆจนเหนื่อย เลยนั่งพักสับกีต้าร์เล่น อารมณ์เพลงชวนให้นึกชีวิตนักศึกษา ...ห้องซ้อมดนตรีโทรมๆ ...งานดนตรีที่คณะ ...ล้อมวงดีดกีต้าร์ ...เล่นมุขเสี่ยวๆ (...the jokes are always bad..) ได้ฟังท่อนเปิดที่ร้อง "I was dressed for success, but success it never comes" ชวนผมนึกถึงอารมณ์งานรับปริญญา ที่แม้จะเปี่ยมความยินดีปรีดาแต่ก็มีความความหวั่นไหวสับสนไปพร้อมกันด้วย ยิ่งตอกย้ำด้วยท่อน "Let's spend our last quarter stance randomly" สะท้อนถึงความอิสระแห่งวัยเยาว์ได้ดีเยี่ยม // ...การฟังเพลงนี้ในวันนี้ ณ.เวลาที่ Pavement และยุค 90s กลายเป็นของโบราณ กลายเป็นสิ่งคลาสสิก กลายเป็นความทรงจำไปแล้ว ยิ่งสร้างมิติใหม่ๆให้เพลงอย่างน่าสนใจ ให้เราทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเราจากการฟังครั้งแรกถึงวันนี้? เกิดอะไรขึ้นกับตัวละครในเพลง(หรือตัวละครในเพลงคือ ตัววงเองนั่นแหละ ที่พูดถึงสถานะของวง ณ.ขณะนั้น -- ถ้าเป็นงั้น ต้องถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับวงอินดี้วัยรุ่น ที่ตอนนี้กำลังจะมี World Tour ด้วยสถานะวงโมเดิร์นคลาสสิก) ...ครับ

27 February 2010

track | tegan and sara: "alligator" (2009)

http://userserve-ak.last.fm/serve/500/39607323/Tegan+and+Sara+tns.png
Tegan and Sara: "Alligator"
from Sainthood (2009)

Tegan and Sara เป็นศิลปินอินดี้ที่ด้วยเหตุผลอะไรซักอย่าง ผมไม่ค่อยใส่ใจที่จะนั่งฟังจริงจังเท่าไร ด่วนตัดสินว่าเป็นงานที่มีความน่าสนใจระดับกลางๆ ไม่มีอะไรแย่ แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ -- สิ่งที่จะติดตาติดใจผมที่สุดก็คือ... สองสาวนี่หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักดี (ใช่แล้ว... ข้าพเจ้ายึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก)

แต่แล้วทันทีที่music videoตัวนี้ออกมา ภาพงานดนตรีอินดี้-เก๋ๆ-แนวๆ-ดีดกีต้าร์เก๋าๆของพวกเธอที่ผมวาดไว้ก็เปลี่ยนไป กลายเป็นดนตรีป็อปปี้ๆแดนซ์ๆที่มีเมโลดี้ติดหูสุดฤทธิ์ และเมื่อบวกกับท่าเต้นน่ารักๆแบบเด็กแนวแอ็บแบ้วของพวกเธอในวีดีโอ ชวนให้ผมคิดถึงดนตรีป็อปวัยทีนที่ตั้งเป้าขึ้นอันดับหนึ่งชาร์ตบิลบอร์ดอะไรแบบนั้นไปได้

แต่กระนั้น ความ'เด็กแนว'ของพวกเธอก็ไม่ได้ประนีประนอมลงจนน่าตกใจอะไร ครั้งแรกที่ผมฟังเพลงนี้ก็นึกถึงดนตรีแดนซ์แบบ Daft Punkที่ลดทอนเสียงสังเคราะห์และทดแทนด้วยเครื่องดนตรีมาตรฐาน กลองเบสกีต้าร์เปียโน ...สรุป เป็นดนตรีอินดี้เก๋ๆที่แสนติดหู สดใส น่ารัก ฟังแล้วครื้นเครงหัวจิตหัวใจคนแก่ดีนัก

25 February 2010

track | kings of convenience: "homesick" (2004)

http://userserve-ak.last.fm/serve/500/36798291/Kings+of+Convenience+Kings.png
Kings of Convenience: "Homesick"
from Riot on an Empty Street (2004)

ในวาระที่ดูโอคู่นี้จะเดินทางมาเล่นสดที่กรุงเทพมหานคร เลยถือโอกาสรำลึกความหลังที่ผมมีต่อพวกเขาเล็กน้อย ย้อนไปยังปี2004ครั้งผมยังเป็นหนุ่มมหาลัย ผมยังจำความรู้สึกครั้งยืนฟังเพลงฟรีที่บูทร้านCD Warehouse ณ. Siam Discoveryได้ดี -- Homesickคือแทร็คแรกของอัลบัม Riot on an Empty Street ที่วางอยู่มุมหนึ่งในร้านนั้น (และความจริงที่ว่่่า CD Warehouse ไม่อยู่แล้ว ยิ่งตอกย้ำความ 'Homesick'เข้าไปอีก -- หรือ ความจริงที่ว่า 'ปัจจุบันคนเลิกซื้อCDแล้ว' ก็ด้วย)

การฟังเพลงนี้ ณ.เวลานั้น วัยนั้น การได้สัมผัสสองเสียงแสนนุ่มที่ประสานกันอย่างสมบูรณ์ ('two soft voices blended in perfection') เจอคำน่ากลัวๆพูดถึงอนาคตวัยทำงานอย่าง 'I lose some sales and my boss won't be happy' หรือการพูดถึงเสียงในหัวที่ร่ำร้องโหยหวนออกมา พูดถึง 'วัยเยาว์'ในกระจกที่ถาม'what are you doing here' ความฝันนายไปไหน? -- มันช่างสะเทือนอารมณ์เหลือเกิน กระตุ้นหลากคำถามไร้สาระปุดเข้ามา 'เฮ้ยกูทำไรอยู่วะ? แล้วกูจะทำอะไรต่อไปดีวะ?' รู้สึกถึงความหวาดหวั่นต่อความไม่มั่นคงในอนาคต

มาฟังวันนี้อารมณ์ 'Homesick Cause I no longer know What home is' ก็ยังคงมีอยู่ อาจจะเปลี่ยนรูปร่างไปบ้าง แต่มันก็ยังอยู่ และเพลงนี้(ที่จะว่าไปเป็นเพลงที่ไม่ดังเท่าไร ไม่ค่อยถูกพูดถึง-- จนบางทีผมรู้สึกว่าผมเป็น'เจ้าของ'เพลงนี้) ยังคงวนเวียนในplaylistแห่งชีวิตผมอยู่เรื่อยๆ มันอาจไม่ใช่เพลงที่โคตรเยี่ยม อาจจะไม่ใช่เพลงที่ดีที่สุดในอัลบัมด้วยซ้ำ แต่มันมาได้ถูกที่ถูกเวลาในจังหวะชีวิตผมพอดี เข้าผังลึกและไม่วันจะจางหายไป

20 February 2010

track | the knife: "colouring of pigeons" (2010)

http://userserve-ak.last.fm/serve/_/2253115/The+Knife.jpg
The Knife: "Colouring Of Pigeons"
[ft. Mt. Sims and Planningtorock]
from Tomorrow, In a Year (2010)

อย่าให้ความยาวเกิน10นาทีของเพลงนี้ทำให้พวกท่านแขยง อย่าปล่อยให้introซ้ำๆเนิ่บนาบทำให้ท่านถอดใจ เพราะท่านกำลังจะพลาดหนึ่งในแทร็กที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของปี2010ไปได้ ...The Knife กลับมาแล้ว หลังจากเราได้อิ่มเอิ่มกับงานเดี่ยวของFever Rayเมื่อปีที่แล้ว พวกเขากลับมาพร้อมประกาศว่าจะกลับมาพร้อมกับโปรเจคดนตรี+opera สุดหรู แค่นี้ก็ทำเอาข้าพเจ้าอดใจรอไม่ไหวแล้ว

การฟังเพลงนี้ตื่นเต้นราวกับการเดินทางไปในยุโรปยุคกลาง ท่ามกลางบรรยากาศเครื่องดนตรีพื้นบ้าน เสียงอันทรงพลังยิ่งใหญ่ราวกับบทสวด กลิ่นสาบของป่าและความไม่น่าไว้ใจของภูติผีแม่มด แต่ในเวลาเดียวกันมันก็มีความซ้ำ/ความเท่า/ความเป็นเครื่องจักร/ ในแบบฉบับของThe Knife สร้างบรรยากาศของดนตรีอิเล็กโทรนิคสังเคราะห์เข้าไป จนเกินสเ่น่ห์ชวนขนลุกอย่างแปลกประหลาด

Colouring Of Pigeonแสดงถึงความทะเยอทะยานและความหยิ่งทนงออกมาอย่างแรงกล้า ยิ่งฟังซ้ำยิ่งกระแทกอารมณ์ ...หวังว่าจะทำให้ท่านๆรู้สึกว่าต้องหาอัลบัมเต็มของพวกเขามาฟังให้จงได้...


18 February 2010

track | beach house: "10 mile stereo" (2010)

http://userserve-ak.last.fm/serve/500/33240/Beach+House.jpg
Beach House: "10 Mile Stereo"
from Teen Dream (2010)

ยากที่ท่านจะเกลียด Beach House แต่ง่ายที่ท่านจะเบื่อพวกเขา -- ความสัมพันธ์ของผมกับBeach Houseจะว่ากันตรงๆก็ถือว่าช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ -- "ตกลงมึงจะเล่นแนวเดียวไปตลอดเลยเหรอ?" -- แต่อัลบัม Teen Dream ของพวกเขาให้คำตอบที่หนักแน่นกับผมว่า พวกเขาได้ข้ามไปอีกขั้นแล้ว // และโมเมนต์ที่พีคที่สุดอัลบัมก็คือแทร็คที่8ของพวกเขา -- พูดภาษาคอหนังก็ต้องบอกว่า เลี้ยวเข้าสู่องค์ที่สามของเรื่องพอดี

มันเปิดด้วยลูกกีต้าร์ที่แสนminimal สร้างบรรยากาศฟุ้งๆด้วยการเกากีต้าร์หรือดีดทีละสายเนิ่บๆ มากกว่าจะเพิ่งพาreverbหรือเครื่องแอฟเฟ็ตหรูหรา -- ไม่ช้าเสียงของVictoria Legrandก็เข้ามาควบคุมภาคดนตรีของเพลงโดยสิ้นเชิง เข้ากันได้ดีกับเสียงซินธ์ที่ไหลคลอไปพร้อมกับเสียงร้องของเธอ -- ซินธ์ง่ายๆด้วยสำเนียงที่ถ่อมตน แต่สามารถก็ทำหน้าที่ราวกับscoreของวงออสเคสตร้า เพิ่มความหรูหรายิ่งใหญ่ให้บทเพลงอย่างสมบูรณ์

10 Mile Stereo พาเราไปยืนบนหน้าผาสูงชัน ก่อนจะร่วงหล่นราวกับก้อนหินที่ถูกปา ไหลลงไปช้าๆสู่คลื่นมหาสมุทร -- 'cause this heart is a stone, and this is a stone that we throw' -- อย่างไรก็ตามมันเป็นแค่การเริ่มต้น ดรัมแมชชีนตีเราสู่โลกใหม่ เสียง'ฉ่า!!'ซาบซ่าของมันที่ลั่นพร้อมกับร้องเสียงหวยโหน อดให้นึกถึงภาพใบหน้าของเราทิ่มลงสู่สายน้ำที่เยือกเย็นไม่ได้ -- It can't be gone, we're still right here -- มันฟังดูสวยงาม แต่ก็เศร้าสร้อยราวกับโลกหลังความตาย ความกำกวมในเนื้อเพลงพาเราสัมผัสกับความสับสนในช่วงเวลาสุดท้ายที่เราร่วงหล่นจากผาสูง

ไคลแมกซ์ของเรื่องมาถึงเมื่อเธอเปล่ง 'Tear a moment from the days that carry us on forever' หลังจมดิ่งอยู่ช่วงเวลาใหญ่ๆ แรงส่งของคลื่นทะเลได้ตีเราขึ้นกลับสู่ผิวน้ำ ให้สูดอากาศหายใจลึกๆเต็มปอด-- นี่ไม่ใช่เล่นๆ... ไม่ใช่อินดี้ป็อปเล่นๆ ไม่ใช่เพลง'ลอยๆ'ให้เด็กแนวหลับตาพริ้งฟังด้วยใจ -- นี่เป็นเพลงpopซีเรียสๆมีเืนื้อมีหนัง ชวนนึกถึงยุครุ่งเรื่องของดนตรีป็อป70s -- บรรยากาศแห่งเสียงที่มันสร้าง นั้นมาจากโครงสร้างที่มีที่มาที่ไป หนักแน่นและแข็งแรง แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ยังสามารถเปิดช่องให้เราจินตนาการไม่รู้จบได้ -- จะเรียกร้องอะไรจากดนตรี'ป็อปลอยๆ' ได้มากกว่านี้อีกหรือ?

17 February 2010

track | the antlers: "two (buffetlibre remix)" (2010)


The Antlers: "Two (Buffetlibre Remix)"
free download (2010)

อัลบัม Hospice ของ The Antlers ติดอันดับยอดเยี่ยมแห่งปี2009ไปทั่ว (รวมทั้งลิสต์ของผมด้วย) ในแง่ดนตรี พูดตรงๆว่าไม่ได้ซับซ้อนแปลกใหม่อะไร แต่จุดเด่นของพวกเขาคือ 'เนื้อร้อง' อันแสนคมคา่ย เรียงร้อยเรื่องราวของความรักแสนเศร้าระหว่างหนุ่มที่ทำงานในโรงพยาบาล กับ หญิงสาวที่ป่วยทางจิต(โรคสองบุคลิก) ไม่ค่อยได้เห็นคอนเซ็ปอัลบัมแบบ'เล่าเรื่องๆ' 'ดราม่าๆ' อย่างนี้มานานแล้วในช่วงหลังๆ

ต้นฉบับเพลง Two ถือ เป็นเพลงเด่นของพวกเขาในอัลบัมนั้น ห้วงทำนองมันบิ้วอารมณ์บีบหัวใจเหลือเกิน เนิบๆนาบๆด้วยคอร์ดกีต้าร์ที่ย้ำซ้ำๆ บวกด้วยเสียงร้องอ้อยอิ่งที่จมใต้กีต้าร์และเครื่องดนตรีอื่นๆ -- ฟังจบแล้ว...ต้องอดใจหายไม่ได้ มันช่างหดหู่มืดหม่นเสียจริง

แต่แล้ว ...มันก็โดนremixโดยBuffetlibre ดีเจจากสเปน -- ฮะฮะฮ่า บีตมันส์ๆ+เบสตึบๆสุดสนุก เข้ามาทดแทนความหม่นซะ กลายเป็นเพลงดิสโก้ป็อปซะงั้น ด้วยทางคอร์ดที่อำนวยอยู่แล้ว มันจึงถูกจับแต่งตัวใหม่อย่างง่ายดาย แต่ิสิ่งที่การรีมิกซ์ไม่สามารถเปลี่ยนได้คือเนื้อร้องแสนเศร้านะซิ ผลคือ ความขัดแย้งแปลกๆ ให้เราเต้นท่ามกลางความตายของหญิงสาว -- เยี่ยมไปเลย

track | ke$ha:"tik tok" (2010)


Ke$ha:"Tik Tok"
from Animal (2010)

เชี่ย... เพลงเชี่ยไรเนี่ย... แม่งดูขยะเหี้ยๆ... แต่ติดหูห่าๆ!! เป็นดั่งที่ยายนี่พ่นด้วยสำเนียง/กระแดะ/แรด/ใจแตก/ไว้ว่า"Don't stop, make it pop"จริงๆ -- นี่หล่อนจะมาไม้ไหน? เธอไม่ใช่teen popแบบ Miley Cyrusอะไรงี้แน่ๆ ...ไม่ใช่สาวพังค์หม่นๆแบบพวกวงอีโมชัวร์ๆ ...แล้วก็ไม่ใช่พญาอินทรีตัวแม่แบบLady Gaga -- เธอเหมือนกับตัวแทนวัยรุ่นอเมริกันใจแตกแรดๆมั่นๆคนหนึ่ง ที่อยากทำไรก็ทำ กูไม่แคร์ ขอกูเด่นไว้ก่อน กูสะใจกูชอบ วู้ฮู้!!สะจาย!! เละเทะไร้รสนิยมมากมาย(ตัว$ในชื่อเนี่ย? คิดว่าเท่ห์เหรอ?)

แต่... แต่...แต่... ชอบวะ (ไม่เรียกว่าGuilty Pleasureด้วย ...ไม่เอาน่า ชอบก็บอกว่าชอบไปเลยท่าน) เพลงนี้ของKe$haมันจี้จุดจนถึงแก่นจริงๆ เรียกว่าไม่บันยะบันยังอะไรแล้ว เนื้อร้องก็ แทบจะไร้ลีลาใดๆ ใส่กันตรงๆเลยเรื่องจู๋ๆจิ๋มๆไม่มีมาำทำตัวเป็นกวี เหมือนตะโกนใส่หน้าเราว่า"กูขยะจะทำไมวะ อย่าเสือก" แทบจะเป็นการเสียดสีตัวเองไปในตัวอยู่แล้ว ลองดูMusic Videoของเธอประกอบ ไปด้วยซิ มันอย่างกับการแสดงห่วยๆโอเวอร์ๆสุดๆให้รู้ไปเลยว่าห่วย อย่างกับเพื่อล้อเลียนตัวเอง(และล้อเลียนสังคมอเมริกัน--อู้ว....ลึก- mvจบที่ธงชาติอเมริกันด้วยนะ--อู้ว) ความรู้สึกของผมคือ: ดูรอบแรก--ห่วยวะ ดูรอบสอง--แม่งตลกวะ ดูไปเรื่อยๆ-- เริ่มจะหดหู่นะนั่น

สรุป... เป็นประสบการณ์ฟังเพลงที่สะใจเหี้ยๆ ผ่านไปซักพักผมอาจจะเกลียดเพลงนี้ก็ได้ แต่ ณ. ตอนนี้มันสร้างความสะใจให้ผมอย่างดีเยี่ยม ขอซูฮก

ปล. ดู/ฟัง งานของเธอแล้วทำให้นึกถึงงานของUffie

16 February 2010

track | the drums: "don't be a jerk, jonny" (2009)


The Drums: "Don't be a Jerk, Jonny"
from Summertime EP (2009)

ผมกำลังรออัลบัมเต็มของวงแสนชุ่มฉ่ำนามว่าThe Drumsอยู่ -- วงที่นำอารมณ์ป็อปบริสุทธิ์แบบ80sๆcollegeๆอังกฤษๆCureๆSmithsๆกลับมาพร้อม กับดนตรีลั้นลาแบบ60sๆชายหาดๆเก๋าๆกวนๆ -- ตอนนี้ก็ได้แต่ฟังEPของพวกเขาไปพลางๆก่อน -- สำหรับผมความเจ๋งของเพลง "อย่ามาเกรียนน่า! บักจอน" คือเมโลดี้ที่โคตรไร้เดียงสา เราจับทางได้ตั้งแต่โน้ตตัวแรกในคอร์ดแรกแล้วละ แต่พวกท่านจะพบว่า เนื้อหากลับสวนทาง แอบหลอกด่าได้อย่างแสบทรวงนัก -- ภาพรวมของมันคือเพลงพ่อแง่แม่งอนธรรมดา แต่ทั้งพ่อทั้งแม่เล่นกันแรงๆอย่างเช่น"I know you're stupid, I know it's sad" หรือท่อนโปรดของผม "you used to be so pretty/but now you're just tragic/believe in something/you're full of horseshit"-- ฮ่าๆๆๆ

เสมือนการกัดแรงๆด้วยหน้ายิ้มเฟคๆ แต่สุดท้ายคงต้องบอกว่ามันคือเพลงที่อารมณ์ดี ปกคลุมด้วยความมองโลกในแง่ดี อย่างท่อนที่ร้อง "It's out of love" และมีเสียงโต้กลับจากเสียงประสานของสุภาพสตรี ว่า "No it's not" ต่อล้อต่อเถียงไปตลอดทั้งท่อน ช่างเป็นการ'รักหยอก'กันไปอย่างชื่นอารมณ์จริงๆ


track | surfer blood: "swim" (2010)

http://userserve-ak.last.fm/serve/_/38732447/Surfer+Blood+surferblood.jpg
Surfer Blood: "Swim"
from Astro Coast (2010)

นี่คือเพลงที่โคตรเยี่ยม โคตรเยี่ยมวะ! โดนใจผมตั้งแต่ฟังครั้งแรกเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว มันเปิดฉากด้วยการกระหน่ำคอร์ดกีต้าร์ดุๆแมนๆหนักๆ ภาพไตเติ้ลหนังมาโชๆยุค80sโหม เข้ามาในโสตประสาทของข้าพเจ้า พลังของDistortionของกีต้าร์ไฟฟ้าและReverbของเสียงร้องรวมตัวกันเป็นก้อน แน่นๆฟาดใส่เราเต็มๆ จนอยากโชว์มือขวาแล้วโยกตามจังหวะคอร์ดแท่ด!!แท๊ด!!แท่ด!!แท๊น!!แด๊น!! -- เอาเล้ย... โลกยุคหลังปี2000มันก็มีแต่การรีไซเคิ้ลของเก่าๆอยู่แล้วนิ ได้เวลาที่เราจะเอาวงกีต้าร์ฮาร์ดๆกลับมาบ้างแล้วละ -- กระนั้น Surfer Bloodก็สามารถทำให้เพลงมีความร่วมสมัยได้ด้วยองค์ประกอบแบบ'อินดี้ๆ'จากลูก กีต้าร์และpercussionเก๋ๆ กลบความเป็น"ปลาย80ต้น90"ลงไปได้จนพ้นคำครหาว่าเป็นวงย้อนยุคอย่างสิ้นเชิง -- พวกเขาคือวงปี2010แท้ๆ

ผมประทับใจในความที่มันเปี่ยมด้วยจิต วิญญาณแบบยิ่งใหญ่ๆแข็งแรงๆแมนๆแบบวงร็อคคลาสสิก(ซึ่งหายากเข้าไปทุกทีในวง การเพลงอินดี้ ที่เต็มไปด้วยวงเนิร์ดๆเกย์ๆฉลาดๆติสต์ๆ) เสี่ยงต่อการตกหลุมแห่งความเห่ยอย่างง่ายดาย(จำThe Darkness ได้ไหมพรรคพวก?) แต่พวกเขาก็ผ่านมาได้อย่างสง่างาม

บรรจุเพลงนี้ในipodของท่าน และฟังมันยามต้องการความหึกเหิม เอ้า!! Swim! To Reach The End!!

ป.ล. ได้ดูคลิปเล่นสดบางคลิปไป รู้สึกว่าพลังแห่งreverbหายไปเยอะเลย