Sprawl II ก็ยังไม่ดีเท่า(อ้าว) แต่มันทำให้ไอ้ความรู้สึกเร่าร้อนเหล่านั้นกลับมาอีกครั้งอย่างล้นพ้น หากตั้งใจฟังเพลงนี้ดีๆ ...ปล่อยให้ดนตรีซึมเข้าไปในวิญญาณของท่านช้าๆ รู้ตัวอีกทีท่านอาจพบว่ามีน้ำตาคลอๆอยู่เบ้าตา เหม่อมองท้องฟ้าอย่างถวิลหาความฝันที่หายไป ความทรงจำวัยเยาว์อันไร้เดียงสา(We rode our bikes to the nearest park / Sat under the swings, we kissed in the dark,) ที่นับวันจะถูกกลืนไปในความจำเจของชีวิตประจำวันคนเมือง'อย่างเราๆ' (Quit these pretentious things and just punch the clock") ...ใช่หยุดเพ้อได้แล้ว เช้าของวันที่ซ้ำซากเริ่มขึ้นแล้ว ใช้ชีวิตต่อไปเถิด
"These days, my life, I feel it has no purpose, But late at night the feelings swim to the surface."
ในด้านดนตรี ชัดเจนว่าArcade Fire เอาสเน่ห์ของดนตรีซินธ์เก๋ๆแบบประมาณBlondie หรือ New Order มาอย่างชัดเจน จนมีความหลงยุค/ความเป็นฝุ่นละอองความทรงจำ มากกว่าความเป็น วงอินดี้รุ่นใหญ่บ้าพลัง แบบที่เราคุ้นเคย(โดยเฉพาะในยุค Neon Bible) ซึ่งก็ยิ่งช่วยสร้างความ'ล่องลอยในความฝัน' เข้าไปอีก
Laura Marling อายุเพียงแค่20ปีเท่านั้น แต่ทำเพลงออกมาได้ราวกับผลงานของศิลปินรุ่นใหญ่ -- อัลบัม I Speak Because I Can เป็นอัลบัมที่แน่นด้วยคุณภาพเน้นๆ ภาพที่ออกมา...ดูเป็นงานขลังๆโฟล์คแบบดั่งเดิมแท้ๆ -- Hope In The Airเป็นแทร็คที่ผมเสพติดมากที่สุดในช่วยนี้ มันมีทุกอย่าง เกากีต้าร์โปร่งได้ทรงความขลัง และ เนื้อเพลงที่ลึกชวนขบคิดจน ผ่านการร่ายมนต์สะกิดจากหนึ่งในเสียงร้องที่เยี่ยมที่สุดของLaura Marling เกินวัย20ปี ขอเชียร์ให้ได้รางวัลMercury Prize
ตัวอย่างเนื้อเพลง: "why fear death / be scared of living / oh, hearts are small and ever thinning / there is no hope ever of winning / oh, why fear death be scared of living" /
อีกครั้งที่ผมได้สำนึกว่า เพลงที่ยอดเยี่ยม หลายครั้งก็มาจากอะไรที่แสนเรียบง่าย อีกเหตุผลที่เพลงป็อปที่ดี...สามารถอยู่เหนือการเวลา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์จำนวนมากมายทั่วโลก และซึมซับเข้าไปในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ -- "Ladies and Gentlemen We Are Floating in Space" คือเพลงที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เพราะเมโลดี้แสนcliche ไม่ใช่เพราะคอร์ดแสนเบสิค ไม่ใช่เพราะชื่อเพลงสุดอลังการ ไม่ใช่เนื้อเพลงที่มีแค่ไม่กี่ประโยค แต่เพราะทุกอย่างรวมกันอย่างถูกที่ถูกเวลา
คลิปด้านบนคือการแสดงสดที่ Reykjavík ประเทศIceland ที่พวกเขาควบไปกับเพลงAnything More ...ยังไงพอ อดทนรอฟังไปถึงช่วงท้ายเพลง ท่านจะพบเซอร์ไพรซ์จากบทเพลงหวานๆสุดคลาสสิค -- ผสมผสานอย่างสวยงามลงตัวเหลือเกิน
Karl X Johan ประกอบด้วยนาย Kalle J และนาย Nicolas Makelberge นำบทเพลงออร์เคสตร้าที่พวกเขาขโมยมาจากภาพยนตร์ Untouchable ตัดและแปะและประกอบออกมาเป็นบทเพลงอิเล็กโทรนิคที่แสนยิ่งใหญ่ สวยงาม และ อลังการโอ่อ่า -- Flames เป็นทั้งงานดนตรีป็อปและดนตรีเต้นรำที่ยอดเยี่ยม เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีสำหรับการเติมพลังแด่นักฟังเพลงทุกท่าน ...เชื่อหรือไม่ว่า มันสามารถทำให้เพลงที่ท่านฟังต่อหลังจากฟังเพลงนี้ จะเพราะขึ้น 10% !
มีไม่กี่วง ไม่กี่ศิลปินที่จะสามารถครองพื้นที่พิเศษในโลกการฟังดนตรีของข้าพเจ้าได้ และ The Tough Alliance ดูโอป็อปลูกกวาดฉ่ำๆ สามารถทำได้ อัลบัม A New Chance ของพวกเขาติดอันดับท็อปเท็นอัลบัมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบสิบปีของกระผม -- ดังนั้น CEO (หนึ่งในสมาชิกของวงนั้นแยกออกมาทำเดี่ยว) ย่อมทำให้ผมตื่นเต้นอย่างแน่นอน
โอเค...ทีนี้ลืมประวัติเท่ห์ๆพวกนั้นไปซะ ---มามอง I Crave Paris ในฐานะเพลงป็อปแดนซ์กุ๊กกิ๊กลูกกวาดๆที่ยอดเยี่ยมเพลงหนึ่งแห่งปีกันดีกว่า -- แค่เปิดเพลงมาก็โดนกันเต็มๆแล้ว! ... "Why can't you want me like the other boys do?/They stare at me while I stare at you" ...เชี่ย ...โคตรกุ๊กกิ๊ก ...โคตรการ์ตูนตาหวาน ...โคตรหนังวัยรุ่นอเมริกันยุค80s ...โคตรสีชมพูฉ่ำๆใต้ไฟดิสโก้ ...โคตรฉากซึ้งเลี่ยนๆในหนังผู้หญิงๆซักเรื่อง -- ผมละแพ้ทางเพลงป็อปเรียบๆทางคอร์ดธรรมชาติ เนื้อเพลงตรงไปตรงมา อย่างนี้เหลือเกิน -- I Crave Paris สมควรถูกเปิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปตลอดสัปดาห์นี้ ในฟลอร์ทุกแห่ง หรือห้องนอนส่วนตัวของท่าน แล้วแต่ศรัทธา