Wet Hair เป็นหนึ่งในเพลงแห่งปี2009 สำหรับข้าพเจ้า ...ฟังค์กระจาย ระเบิดเถิดเทิง สะใจแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก วัยรุ่นๆฮอร์โมนพุ่งพล่าน เต็มไปด้วยlineเจ็บๆเก๋าๆอย่าง "Let's get to France So we can French kiss some French girls!" -- โดนรีมิกซ์ซะ... Teen Daze จับมาทำซะชิวสะบัด ดนตรีอิเล็กโทรนิคแบบบ้านๆทำด้วยคอมในห้องนอนง่าย... เก๋าไปอีกแบบ
อัลบัมThe Way Out ของ The Book นี่...ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบ จำกัดความคร่าวๆได้ว่าเป็นโฟล์คทดลอง เป็นดนตรีทดลองที่บางเบา ธรรมชาติ และบริสุทธ์ดีแท้ -- สามารถแบ่งประเภทของแทร็คในอัลบัมกว้างๆได้เป็นสองแบบ คือ 1.งานทดลองจ๋าๆ ใช้เสียงแซมป์ ใช้คอมพิวเตอร์ เพี้ยนหลุดโลก(อย่างเพลงนี้) 2. คืองานโฟล์คจริงจัง มีกีต้าร์นำ มีเนื้อร้องเพราะๆ เรียกว่าเป็นเพลงที่สามารถเป็นซิงเกิ้ลได้ไม่ยาก All You Need Is Wall และ Free Translator คือคำตอบ มันสุดยอดงานดนตรีโฟล์คๆที่สวยงามที่สุดของปีนี้!!
"I never loved a wall so much....ผ่าง!!" "And I see... and I see ...and I see ...and I see.."
เฉลิมฉลองการมีตัวตนอยู่ของเราและเหล่าเพื่อนพ้องร่วมโลกกันเถิด เยส...All Delighted People โหมกระหน่ำด้วยดนตรีที่แสนepic มันยิ่งใหญ่อลังการจนแทบทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราเล็กขนาดไหน เปราะบางและต้องเพิ่งพากันละกันมาขนาดไหน ...All delighted people raise their hands ...จินตนาการซิว่าคนมากมายขนาดในหลายมุมโลก กำลังยกมืออยู่ในห้องนอนเหงาๆคนเดียว(โดยมีมีหูฟังเสียบที่หู)
Sprawl II ก็ยังไม่ดีเท่า(อ้าว) แต่มันทำให้ไอ้ความรู้สึกเร่าร้อนเหล่านั้นกลับมาอีกครั้งอย่างล้นพ้น หากตั้งใจฟังเพลงนี้ดีๆ ...ปล่อยให้ดนตรีซึมเข้าไปในวิญญาณของท่านช้าๆ รู้ตัวอีกทีท่านอาจพบว่ามีน้ำตาคลอๆอยู่เบ้าตา เหม่อมองท้องฟ้าอย่างถวิลหาความฝันที่หายไป ความทรงจำวัยเยาว์อันไร้เดียงสา(We rode our bikes to the nearest park / Sat under the swings, we kissed in the dark,) ที่นับวันจะถูกกลืนไปในความจำเจของชีวิตประจำวันคนเมือง'อย่างเราๆ' (Quit these pretentious things and just punch the clock") ...ใช่หยุดเพ้อได้แล้ว เช้าของวันที่ซ้ำซากเริ่มขึ้นแล้ว ใช้ชีวิตต่อไปเถิด
"These days, my life, I feel it has no purpose, But late at night the feelings swim to the surface."
ในด้านดนตรี ชัดเจนว่าArcade Fire เอาสเน่ห์ของดนตรีซินธ์เก๋ๆแบบประมาณBlondie หรือ New Order มาอย่างชัดเจน จนมีความหลงยุค/ความเป็นฝุ่นละอองความทรงจำ มากกว่าความเป็น วงอินดี้รุ่นใหญ่บ้าพลัง แบบที่เราคุ้นเคย(โดยเฉพาะในยุค Neon Bible) ซึ่งก็ยิ่งช่วยสร้างความ'ล่องลอยในความฝัน' เข้าไปอีก