เนื่องจากเริ่มไม่ค่อยมีเวลาอัพเดต2บล็อคพร้อมๆกันแล้ว
เลยตัดสินใจหยุดการอัพเดตบล็อคนี้
แล้วรวมไปกับเว็ป GISGISGISเลยดีกว่า...ดังนั้นจากเป็นต้นไป
ตามอ่านได้ที่เว็ป GISGISGIS ที่เดียวนะครับ

ขอบคุณครับ : )
http://gisgisgis.blogspot.com
http://www.facebook.com/GISGISGISblog


31 August 2010

track | mgmt: "congratulations" (2010)


MGMT: "Congratulations"
from Congratulations (2010)

Congratulations น่าจะเป็นหนึ่งในเพลงปิดอัลบัมที่งดงามที่สุดแห่งปีได้ไม่ยาก ทุกอย่างในเพลงนี้พอดิบพอดีเหลือเกิน ยิ่งใครที่คลั่งไคล้ดนตรียุค60s-70sไซคีเดลิคๆ ตั้งแต่เสียงเบสไต่ลง...ไต่ลง... แบบโคตรธรรมชาตินึกถึงProcol Harumนิดๆ คอร์ดกีต้าร์ที่ทางคอร์ดโคตรจะนึกถึง The Byrds ...The Zombies ลูกโซโล่ซินธ์(อะไรซักอย่าง)ก็วางอย่างเหมาะเจาะจริงๆ ...จบลงด้วยเสียงปรบมืออย่างแสนคลาสสิก

track | the books: "all you need is a wall" & "free translator" (2010)


The Books: "All You Need Is A Wall"
The Books: "Free Translator"
from The Way Out (2010)

อัลบัมThe Way Out ของ The Book นี่...ยิ่งฟังก็ยิ่งชอบ จำกัดความคร่าวๆได้ว่าเป็นโฟล์คทดลอง เป็นดนตรีทดลองที่บางเบา ธรรมชาติ และบริสุทธ์ดีแท้ -- สามารถแบ่งประเภทของแทร็คในอัลบัมกว้างๆได้เป็นสองแบบ คือ 1.งานทดลองจ๋าๆ ใช้เสียงแซมป์ ใช้คอมพิวเตอร์ เพี้ยนหลุดโลก(อย่างเพลงนี้) 2. คืองานโฟล์คจริงจัง มีกีต้าร์นำ มีเนื้อร้องเพราะๆ เรียกว่าเป็นเพลงที่สามารถเป็นซิงเกิ้ลได้ไม่ยาก All You Need Is Wall และ Free Translator คือคำตอบ มันสุดยอดงานดนตรีโฟล์คๆที่สวยงามที่สุดของปีนี้!!

"I never loved a wall so much....ผ่าง!!"
"And I see... and I see ...and I see ...and I see.."



track | teeth: "see spaces (hocus tocus remix)" (2010)


Teeth: "See Spaces (Hocus Tocus Remix)"
from free download (2010)

เวอร์ชั่นรีมิกซ์ที่ทำเอาเวอร์ชั่นต้นฉบับฟังดูเป็นเวอร์ชั่นรีมิกซ์เสียเอง(งง?) See Spacesงานต้นฉบับของ Teeth(ที่เคยพูดถึงไปแล้ว) เป็นงานเทคโนมินิมอลๆแสนเก๋ที่ติดหูเป็นบ้า มันถูกรีมิกซ์ออกเป็นงานnoise rockระเบิดถล่มถลาย ประเภทกีต้าร์แตกพล่านเป็นเลื่อยไฟฟ้า กลองถูกซัดแบบอย่างกับโกรธกันมา สะใจมากๆ จนรู้สึกชอบกว่าต้นฉบับหลายเท่าเลยทีเดียว

track | coma cinema: "come on apathy!" & "only" & "business as usual" (2010)


Coma Cinema: "Come On Apathy!"
Coma Cinema: "Only"
from Stoned Alone (2010)
Coma Cinema: "Business As Usual"
from Blue Suicide (2010)

Coma Cinema เป็นวงอินดี้ป็อปอเมริกันๆ ติดอารมณอัลเตอร์เนทีพเฟื่องฟู ประเภทตีคอร์ดกีต้าร์ไฟฟ้าเปลือยๆ เบส+กลองแบบร็อคมาตรฐาน ไร้เสียงปรุงแต่งทางคอมพิวเตอร์ ฟังเป็นงานซ้อมดนตรีในโรงรถของวัยรุ่นที่ไม่ได้แรงอะไร ไม่ใช่เด็กฟังค์ เด็กต่อต้านโลกอะไร -- ถ้าใครชอบอะไร90sๆ อารมณ์lo-fiนิดๆ โฟล์คหน่อยๆ ละน่าจะโดน

26 August 2010

track | cee-lo: "fuck you" (2010)


Cee-Lo: "Fuck You"
from The Lady Killer (2010)

เพลงบางเพลงมันเกิดมาเพื่อเป็นเพลงฮิตจริงๆ -- Fuck Youเป็นหนึ่งในคำภาษาอังกฤษที่ฮิตที่สุดในโลก... ถูกใช้ซ้ำๆอย่างสะใจเต็มพลังเสียง จินตนาการท่อนฮุตที่ถูกร้องตามซ้ำๆก้องๆลั่นๆ มันช่างสะใจอะไรอย่างนี้ -- ไม่มีอะไรจะพูดมากแล้ว...เพลงมันพูดในตัวเองจนหมดสิ้น -- หลังจากถูกยกย่อง(?)ในฐานะ 'วัน-ฮิต-วันเดอร์'ที่จ๊าบที่สุดของยุค2000sอย่าง "Crazy" (ในนามดูโอ Gnarls Barkley) หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งครั้งที่เขาจะตูมเดียวจอด

23 August 2010

track | sufjan stevens: "all delighted people (original version)" (2010)


Sufjan Stevens: "All Delighted People (Original Version)"
from All Delighted People EP (2010)

เฉลิมฉลองการมีตัวตนอยู่ของเราและเหล่าเพื่อนพ้องร่วมโลกกันเถิด เยส...All Delighted People โหมกระหน่ำด้วยดนตรีที่แสนepic มันยิ่งใหญ่อลังการจนแทบทำให้เรารู้สึกว่าตัวเราเล็กขนาดไหน เปราะบางและต้องเพิ่งพากันละกันมาขนาดไหน ...All delighted people raise their hands ...จินตนาการซิว่าคนมากมายขนาดในหลายมุมโลก กำลังยกมืออยู่ในห้องนอนเหงาๆคนเดียว(โดยมีมีหูฟังเสียบที่หู)

19 August 2010

track | janelle monae: "cold war" (2010)


Janelle Monae: "Cold War"
from The ArchAndroid (2010)

Janelle Monae เป็นศิลปินระดับแกรมมี่ ไม่ควรจะมาอยู่บล็อคดนตรีอินดี้แม้แต่น้อย... แต่อัลบัมของเธอได้รับการยกย่องไปทั่วเว็ปไซต์ดนตรีอินดี้ไปหลายสำนัก ด้วยความทะเยอทะยาน และความแน่นของเนื้อหาทางดนตรี -- "Cold War" เป็นเพลงป็อปโชว์พลังเสียงไต่บิลบอร์ดคุณภาพๆ ที่ผมหามานาน (หลังจากโลกป็อปตกไปอยู่ในมือศิลปินสาวเสื่อมๆ เอ็กซ์ๆ แรงๆ) Janelle Monae เป็นศิลปินหญิงคุณภาพ เสียงเธอสุดยอด ลีลาการเต้นเธอสุดจ๊าบ (ดู: Tightrope) รสนิยมทางดนตรี ความหลากหลายของแหล่งแรงบันดาลใจอันกว้างขวาง -- คอเพลงอย่าพลาด

track | james blake: "i'll stay" (2010)


James Blake: "I'll Stay"
from CMYK EP (2010)

งานตัดแปะเก๋ๆ กลิ่นแจ๊ซๆพริ้วๆ ที่มีลูกฟาดแจ๊ซๆแสนเท่ห์ ไหลไปกับบีตเนิ่บๆ เหมือนคนเอาฟุตเตจหนังยุค50's สไตล์ใส่ทักซิโด้ร้องเพลงเสียงนุ่มๆมาตัดต่อให้กระจัดกระจาย ขาดๆแหว่งๆด้วยจังหวะขัดไปขัดมา ซึ่งที่ชอบอีกอย่่างคือ... องค์ประกอบหลายๆอย่างในเพลงมันไปด้วยกันอย่างลงตัว แต่ก็ไม่ได้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกันซะทีเดียว ฟังไป...แทบจะจินตนาการการเคลื่อนไหวของนาย Jame Blake ในการกดปุ่มป้าบๆในแต่ละเสียงที่ออกมาเป็นลูกๆได้เลย

ปล. ลองดูนี่ด้วย: James Blake: "CMYK"

track | sleep ∞ over: "outer limits" (2010)


SLEEP ∞ OVER: "Outer Limits"
from The Outer Limits 7″ (2010)

เห็นเครื่องหมายระหว่างคำว่า Sleep กะ Over ม่ะ? เก๋าอะดิ ชื่อจะได้ไม่ซ้ำเวลาใช้lastfm... // Outer Limits เป็นอีกหนึ่งอิทธิพลจากดนตรียุค80s ฟังไปก็เห็นภาพหนังยุค80sลอยมาทีเดียว แต่มันฟุ้งกว่า... ลอยกว่า... ชวนฝันกว่า... เป็น80sที่ไม่จริง แต่เป็น80sในอารมณ์ถวิลหาของคนที่มีความทรงจำในยุคนั้น

10 August 2010

track | the xx: "intro" (2009)


The xx: "Intro"
from xx (2009)

มีแทร็คชื่อ'intro' ทั้งหมด 15เพลงใน ipodผม -- มันคงเป็นclicheของการทำอัลบัมอย่างนึง ...เพลงเปิดอัลบัม ควรเป็นเพลงบรรเลง ที่ไม่ยาวเท่าไร โดยมากเพลงintroจะไม่มีวันถูกตัดเป็นซิงเกิ้ล และแฟนก็อาจจะมองข้ามไป -- Intro ของ The xx นั้นพิเศษกว่า ถึงจะถอดมันออกจากบริบทของอัลบัม มันก็สามารถยืนด้วยตัวเองได้ และเป็นเพลงโดดๆที่แสดงตัวตนของThe xx ได้อย่างเข้าถึงสไตล์ (มันถูกใช้ในโฆษณาตัวนี้ด้วย)

ในคอนเสิร์ต...พวกเขาก็ใช้มันในการintroduceวงจริงๆ และควร 'น้อยนิดมหาศาล' ทางดนตรีของมัน ก็บิ้วอารมณ์ให้การเปิดตัวพวกเขาอย่างชวนขนลุกเหลือเกิน

track | jai paul: "btstu" (2010)


Jai Paul: "BTSTU"
from free download (2010)

Jai Paulเป็นดีเจจากอิงแลนด์ ที่คอแนวdubstep น่าจะมาฟังโดยด่วน -- จังหวะเคาะก็อกๆ เนิ่บๆไปกับเสียงซินธ์หนาๆที่ไถเอา...ไถเอา ไปอย่างแสนฝืด และเสียงร้องแบบเอื้อนR&Bนิดๆ HipHopหน่อยๆ จะเต้นก็เต้นไม่สุด ...ขัดไปขัดมา ได้แต่โยกตึบๆ...กำกวมๆ -- เป็นtrackดึงสเน่ห์ของดนตรีแบบนั้นออกมาได้ป็อป เซ็กซี่ เย้ายวนปนขี้เก็กได้เก๋เป็นบ้า

ปล. ลองฟังนี่ด้วย Emiliana Torrini: "Jungle Drum (Jai Paul Remix)"

track | teenanger: "alone on acid"/"too nice to say no"/"big spirit payback" (2010)


Teenanger: "Alone on Acid"
Teenanger: "Too Nice To Say No"
Teenanger: "Big Spirit Payback
"
from Give Me Pink (2010)

ฟังค์หน่อยไหม? Teenangerโพล่มาวงจรแห่งการฟังเพลงผมได้ซักพักละ ความรู้สึกก็คือ อืม...ก็ดิบๆดี ...สะใจ แต่ฟังไปฟังมาหลายๆรอบ ในหลายๆเพลงที่พวกเขาปล่อยมา ก็เริ่มรู้สึกอินกับความดิบสะบัด พล่านกระเจิงแบบโจ๊ะติดหูสุดๆ ...ใช้ได้ทีเดียว ไม่ธรรมดา ไอ้ดนตรีดิบๆทางนี้ก็ชวนนึกถึงต้นยุค00sที่หลายๆวงพยายามจะเป็นจิ๊กโก๋กัน Teenangerน่าจะไปปนกับวงพวกนั้นได้สบาย

07 August 2010

track | tobacco: "fresh hex (ft. beck)" (2010)


Tobacco: "Fresh Hex (ft. Beck)"
from Maniac Meat (2010)

ใครที่เป็นสาวกดนตรีแบบ Beckๆ กลางยุค9os ประเภทกวนๆแร๊ปๆพ่นๆ มีการใช้ดนตรีสังเคราะห์แสบๆ Fresh Hex คือคำตอบตัวเบ้งของท่าน ...ก็แหงละครับ ก็Beckมาแจมเองอย่างนี้ -- แค่เปิดฉากมาก็เรียกความสนใจแก่ท่านได้สุดๆแล้ว ด้วยเหล่าซาวน์แป๋นๆพุ่งพล่านมาใส่ท่านให้มึนเมากันไป ก่อนเสียงร้องพ่นแร็ปรั่วๆมั่วๆซั่วๆกระจัดกระจายซ้อนกับไปกับเสียงคอรัสฟุ้งๆลอยๆ เป็นแทร็คสั้นๆ สะใจๆ ตีหัวเข้าบ้านแบบลืมไม่ลง

ปล. นายBeckนี่...ชอบแจมกับชาวบ้านเนอะ

06 August 2010

track | robyn: "u should know better (ft. snoop dogg)" (2010)


Robyn: "U Should Know Better (feat. Snoop Dogg)"
from Body Talk Pt. 2 (2010)

"Even the Vatican knows not to fuck with me!" เอาแล้วดิ เอา-แล้ว-ดิ!!! ป็อปสตาร์แห่งโลกอย่างRobyn ออกอาละวาดในโหมดก้าวร้าว แจกf-wordsไปทั่วล้า โดนกระแทกกันทั่วหน้า(FBI, CIA, French, Russian,...) ท่านธิดาRobynประกาศกร้าวว่าอย่า'fuck with me' ด้วยอาวุธแห่งป็อปที่ไม่ได้มีมีส่วนแหลมส่วนคมที่จะไปฟันใครได้เลย เต็มไปด้วยก้อนกลมๆนุ่มๆสีสันแสบตา ดูยังไงก็ไม่น่าจะเจ็บ ...เพียงแต่ว่าRobynย้ำซ้ำๆที่เดิม แรงๆหนักๆถี่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม จนเราต้องเจ็บตัวกันจนได้

Snoop Dogg เจ้าพ่อเพลงแร็ป กำลังจะเป็นเจ้าพ่อแห่งวงการดนตรีอินดี้เข้าไปอีกคน ปีนี้นอกจากแจมกับ Gorillaz ไป (ซึ่งเป็นเพลงที่ใช้ได้ทีเดียว) และ แอบเสียคนไปกับKaty Perry ไป(ฮา) ...ไปๆมาๆนี่อาจจะเป็นงานfeaturing ที่จ๊าบที่สุดแห่งปีของSnoop Dogg ก็ได้ ...เสียงสุดcoolที่สุขุมแบบกวนๆ สร้างความชวนหาเรื่องได้อย่างกวนตีนแสบทรวงเหลือหลาย ช่างเป็นส่วนผสมที่ลงตัวสุดๆ! (คำถาม: ฟัง Dancing On My Own ยัง?)

04 August 2010

track | arcade fire: "sprawl ii (mountains beyond mountains)" (2010)


Arcade Fire: "Sprawl II (Mountains Beyond Mountains)"
from The Suburbs (2010)

ผมยังจำความรู้สึกจากการได้ฟังเพลงแรกจากอัลบัม Funeral เมื่อปี2004ได้ดี... -- Neighborhood #1 (Tunnels) ปลุกทุกเศษของความฝันวัยเยาว์ของผมให้พุ่งพล่าน มันทั้งหอมหวามสวยงาม แต่ก็เศร้าทรมานบีบหัวใจอย่างสุดซึ้ง ...ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Arcade Fireยังไม่สามารถทำอะไรที่เหนือกว่าเพลงแรกในอัลบัมแรกของพวกเขาได้ (แม้จะทำเพลงที่โคตรดีออกมาอย่างมากมายก็ตาม)

Sprawl II ก็ยังไม่ดีเท่า(อ้าว) แต่มันทำให้ไอ้ความรู้สึกเร่าร้อนเหล่านั้นกลับมาอีกครั้งอย่างล้นพ้น หากตั้งใจฟังเพลงนี้ดีๆ ...ปล่อยให้ดนตรีซึมเข้าไปในวิญญาณของท่านช้าๆ รู้ตัวอีกทีท่านอาจพบว่ามีน้ำตาคลอๆอยู่เบ้าตา เหม่อมองท้องฟ้าอย่างถวิลหาความฝันที่หายไป ความทรงจำวัยเยาว์อันไร้เดียงสา(We rode our bikes to the nearest park / Sat under the swings, we kissed in the dark,) ที่นับวันจะถูกกลืนไปในความจำเจของชีวิตประจำวันคนเมือง'อย่างเราๆ' (Quit these pretentious things and just punch the clock") ...ใช่หยุดเพ้อได้แล้ว เช้าของวันที่ซ้ำซากเริ่มขึ้นแล้ว ใช้ชีวิตต่อไปเถิด

"These days, my life, I feel it has no purpose, But late at night the feelings swim to the surface."

ในด้านดนตรี ชัดเจนว่าArcade Fire เอาสเน่ห์ของดนตรีซินธ์เก๋ๆแบบประมาณ​Blondie หรือ New Order มาอย่างชัดเจน จนมีความหลงยุค/ความเป็นฝุ่นละอองความทรงจำ มากกว่าความเป็น วงอินดี้รุ่นใหญ่บ้าพลัง แบบที่เราคุ้นเคย(โดยเฉพาะในยุค Neon Bible) ซึ่งก็ยิ่งช่วยสร้างความ'ล่องลอยในความฝัน' เข้าไปอีก

ยอดเยี่ยม...ขออภัยที่เคย'กัด'เอาไว้


02 August 2010

track | tennis: "marathon" (2010)


Tennis: "Marathon"
from The Marathon 7" (2010)

ผลงานชิ้นนี้ของดูโอผัวเมียในนาม Tennis ...เป็นตัวอย่างที่ดีของเพลงอินดี้หนุงหนิง ที่ภาคทางดนตรีไม่ได้มีอะไรซักซ้อนไปกว่าคอร์ดง่ายๆไม่กี่คอร์ด และเมโลดี้ที่แสนไร้เดียงสาธรรมดาๆ ซึ่งปกติจะเป็นข้อเสีย อย่างทีเราเห็นวงอินดี้หลายๆวงพยายาม'ตีคอร์ดง่ายๆ' และร้อง 'แนวๆ' ค่อมดนตรีไป -- แต่Marathonช่างลงตัวนัก -- มันเป็นส่วนผสมระหว่างดนตรีgarageแบบ60sๆ ด้วยกลิ่นอายอินดี้ๆแบบ Velvet Underground แต่มีจิตวิญญาณแบบดนตรี Girl Group ยุค 50s-60s รวมกับโปรดั่กชั่นแบบ lo-fiๆ ยุค 90s รวมออกมาเป็นดนตรีเฉียบๆสุดเก๋